พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
|
![]() |
|
พระราชสมภพและพระราชชาติกำเนิด พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17.45 น. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ คือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระขนิษฐภคินี 2 พระองค์ คือ
พระนามาภิไธยเมื่อพระชนมายุหนึ่งพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงตั้งพระนามาภิไธยตามดวงพระชะตาว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ์ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูปการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณสวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร พระนาม “วชิราลงกรณ” มาจากการผนวกรวมคำว่า “วชิระ” ซึ่งเป็นพระนามฉายาของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ และพระนามฉายาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช รวมกับคำว่า “อลงกรณ์” ซึ่งเป็นพระนามเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แปลโดยรวมว่า “ทรงเครื่องเพชร หรือ อสนีบาต” การศึกษาและพระปรีชาด้านวิชาการพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มการศึกษาในวัยเยาว์ที่โรงเรียนจิตรลดาในพระราชวังดุสิต เมื่อพระชนมายุ 4 พรรษา และทรงศึกษาในประเทศไทยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากนั้นเสด็จไปทรงศึกษาต่อต่างประเทศ ได้แก่
ในช่วงนี้ พระองค์ทรงดำรงพระองค์เรียบง่าย ดำรงชีวิตอย่างสามัญชน มีบันทึกว่า “ทรงซักเสื้อผ้าเอง ขัดรองพระบาทเอง” เพื่อฝึกฝนความเข้มแข็งและความเป็นอิสระ ต่อมาเสด็จไปศึกษาวิชาทหาร ณ ประเทศออสเตรเลีย
เมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทย ทรงเข้ารับราชการทหาร และศึกษาต่อที่
การสถาปนาเป็นสยามมกุฎราชกุมารเมื่อพระชนมายุครบ 20 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็น สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต โดยมีพระสุพรรณบัฏจารึกพระนามาภิไธยว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์จึงทรงเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 10หลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระองค์คือผู้สืบราชสันตติวงศ์โดยตรง แต่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะร่วมไว้ทุกข์กับประชาชน จึงยังมิได้เสด็จขึ้นครองราชย์ทันที จนถึงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 พระองค์จึงทรงรับการอัญเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 อย่างเป็นทางการ โดยนับทางนิตินัยว่าทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 4–6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง โดยพระองค์ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยตามพระสุพรรณบัฏว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว”
พระองค์มีพระปฐมบรมราชโองการว่า ซึ่งกลายเป็นพระปณิธานสำคัญในการครองราชย์ พระราชินีในรัชกาลที่ 10เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พระองค์ทรงประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา และโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี |
| พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้สืบทอดพระราชปณิธานของพระราชบิดา รัชกาลที่ 9 ในการ “ครองแผ่นดินโดยธรรม” และทรงตั้งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดสิ่งที่บรรพมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีได้ทรงวางรากฐานไว้ |
|
พระองค์คือ กษัตริย์นักพัฒนาและนักปกครองในยุคปัจจุบัน ที่ยังทรงพระชนม์ชีพ เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณของประชาชนไทยทั้งแผ่นดิน |