หลักการตั้งชื่อเบื้องต้น

 

     เรื่องการตั้งชื่อนั้น หลายๆคนบอกว่าไม่ใช่เรื่องยาก..ผมก็ไม่อยากเถียง มันดูเหมือนง่ายก็จริงแต่น่าจะเป็น"มักง่าย"ซะมากกว่า  เพราะการที่จะตั้งชื่อดีเพื่อให้ชีวิตคนดีขึ้นนั้นมันยากมากเลยทีเดียว..

 

ที่บอกว่าตั้งชื่ออย่างมักง่ายนั้นเป็นอย่างไร? การตั้งชื่อเพียงแค่ดูตารางทักษาแล้วหาตัวอักษรวรรคเดช,ศรี ตั้งโครมลงไปนั้นมันง่ายและตื้นเกินไป จึงเป็นเหตุให้เมื่อตั้งไปแล้ว  เจ้าของชื่อพบแต่ความวุ่นวายเดือดร้อน เกิดเจ็บป่วย เกิดภัยพิบัติ ติดคุกติดตะราง หาความเจริญใส่ตัวไม่ได้เลย... 

     การตั้งชื่อแบบนี้จะดีก็กับคนตั้งเพราะได้ค่าครูตั้งชื่อ แต่ความเสียหายใหญ่หลวงนั้น ตัวหมอดูผู้ตั้งเองไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลย (แต่อย่าลืม"กรรม"นั้นย่อมตกอยู่ที่ตัวผู้ตั้งเบาที่สุดก็ครอบครัวของตัวหมอดูเองนั้นแหละที่จะวุ่นวายหาความสุขไม่ได้ ยิ่งรับกรรมเขามากเท่าไรมันก็ยิ่งเจ็บตัวมากขึ้นเท่านั้น..)

     ก็ขอให้ผู้ที่สนใจในวิชา"นามศาสตร์" จงได้ตั้งใจศึกษาให้ดีก่อน อย่ามองแต่ว่าเกิดวันอะไร แล้วก็ใส่อักษรเดช,ศรีเข้าไปเลย อีกทั้งต้องดูความหมายว่าเป็นมงคลและไม่ขัดแย้งกับดวงชะตา และที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่อง"ฤกษ์มงคล"วันเปลี่ยนชื่อหรือวันผลัดชื่อ ห้ามพลาดเด็ดขาด

 
 
หลักการตั้งชื่อเบื้องต้นควรยึดหลักปฏิบัติดังนี้
 
ต้องยึดหลักความถูกต้องของภาษา ต้องเขียนและสะกดให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย
 
2 ฟังดูแล้วไพเราะสละสลวย ไม่ตะกุกตะกัก ไม่ยืดยาวหรือแปลกประหลาดมหัศจรรย์จนเกินไป
 
เหมาะสมกับเพศ-วัยและยุคสมัย  ชื่อที่ดีควรฟังดูแล้วสอดคล้องกับบุคคลิก-วัย และบอกเพศได้
 
มีความหมายเป็นมงคล  ถ้าแปลแล้วไม่เข้าท่าก็ไม่ควรนำมาตั้ง เช่น “ชัลลุกา” แปลว่าปลิง
 
ไม่ควรสูงเกินวาสนา  เช่นคล้องจองกับชื่อเทพเจ้าลัทธิต่างๆ หรือคล้องจองกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน
 

ยึดความถูกต้องตามหลักโหราศาสตร์ ช่วงประมาณ40ปีมานี้ มีศาสตร์เกี่ยวกับการตั้งชื่อเกิดขึ้นมากมายแต่ที่เป็นนิยมมากๆเห็นจะมี2-3ศาสตร์ดังนี้

 

 

6.1หลักของทักษาปกรณ์ ศาสตร์นี้ถือว่าเป็นแม่บทแห่งการตั้งชื่อมีคนใช้กันมายาวนานที่สุดและใช้มากที่สุด โดยจะเน้นการตั้งชื่อของบุคคลให้มีอักษรเป็นวรรคเดช, วรรคศรี,วรรคมนตรี ไม่ให้มีอักษรที่เป็นกาลกิณีปะปนในชื่อ ก็เป็นเรื่องแปลกที่ศาสตร์นี้ไม่เคยถูกเขียนออกมาเป็นคำพยากรณ์เลย เพียงแต่บอกถึงเรื่องอิทธิพลของตัวอักษรของชื่อเพียงสั้นๆ และยังไม่ได้กล่าวถึงความสำคัญของนามสกุลของบุคคลแต่ประการใด 

(ปัจจุบันมีคนพยายามเอาตำราทักษามาใช้เป็นหลักในการตั้งนามสกุล..ซึ่งก็คงเป็นเรื่องตลกแบบวุ่นวายเพราะคนในครอบครัวหนึ่งๆย่อมมีคนเกิดต่างวันกัน ถ้าเป็นเช่นนี้บ้านหลังนี้คงต้องใช้กันหลายนามสกุลเพราะต้องคอยหลบพวกตัวอักษรกาลกิณีกันโกลาหล)

 

6.2หลักโหราเลขศาสตร์ (Numerology) ถือว่าเป็นศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดเพราะไม่ได้ใช้แต่เฉพาะที่ประเทศไทยแต่มีใช้เป็นสากลทั่วโลก เพียงแต่คำพยากรณ์คงเขียนแตกต่างกันออกไปตามวัฒนธรรมและเชื้อชาติ ศาสตร์นี้กล่าวถึงเรื่องกำลังของตัวเลขโดยจะตรวจอักษรทุกตัวให้ความสำคัญทั้งชื่อตัว,ชื่อกลาง,ชื่อนามสกุล  กล่าวถึงความสัมพันธ์ของตัวอักษรกับอิทธิพลของดวงดาวในระบบสุริยะจักรวาล อ้างถึงเรื่องธาตุต่างๆในจักรราศี 

วิชาเลขศาสตร์นี้ต่างประเทศเขานิยมใช้กันมานานหลายศตวรรษแล้ว สำหรับในประเทศไทยบรมครูที่เป็นคนคิดค้นขึ้นมาคือท่านอาจารย์พลูหลวงดังนั้นตำราเลขศาสตร์ต่างๆ ในเมืองไทยที่นักโหราศาสตร์นำมาใช้ตั้งชื่อล้วนแล้วแต่ได้รับการสืบทอดมาจากอาจารย์พลูหลวงทั้งสิ้น

 

6.3 หลักนามศาสตร์อื่นๆ  ปัจจุบันก็มีผู้นำเอาศาสตร์อื่นๆมาประยุกต์เข้าเป็นนามศาสตร์ และปรากฎว่าก็ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วๆไป มากเช่นกัน อาทิเช่น

 
6.3.1  หลักการนับค่าอายตนะ6 เป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งใน"นามศาสตร์"ที่กล่าวถึงเส้นทางชีวิตของมนุษย์พฤติกรรมของมนุษย์อันเนื่องมาจากอิทธิพลของ(เข้าไปอ่านรายละเอียดข้างใน)
 
6.3.2  หลักการตรวจดูทิศหลาวเหล็ก ตำรานี้กล่าวถึงตัวอักษรที่ถูกทิศไม่เป็นมงคลกับทิศยามเกิด(เข้าไปอ่านบทความรายละเอียดข้างใน)